Phuket Thailand Travel Gudie
 
:: หน้าแรก :: ประวัติประเพณีกินผัก :: ศาลเจ้าในภูเก็ต :: ความรู้เรื่องกินเจ :: รูปภาพประเพณีกินผัก :: โรงแรม รีสอร์ท  
วันที่ 05-13 ตุลาคม 56
 
ตุลาคม 2556
อา
พฤ
  1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    
             
 
 
 
 
ั"เหลือบประเพณี" แฝงมาในคราบ "ผู้สนับสนุน"
(อันดามันโพสต์ ๑๑-๒๐ กันยายน ๒๕๔๓)
 

ไม่คิดมาก่อนว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ตในช่วงประเพณีกินผัก ซึ่งกินเวลานานเก้าวันเก้าคืน ในแต่ละปี จะกลายเป็นความทุกข์ทรมานไปได้ ทั้งที่หนังสือแนะนำจังหวัดภูเก็ต เขียนไว้อย่างน่ารื่นรมย์ว่า "ราวเดือนตุลาคมของทุกปี สีสันของภูเก็ตจะย้ายจากท้องทะเลสีคราม มาสู่ตัวเมืองที่เป็นย่านตลาดและตึกเก่า" ทว่าทุกเช้า เวลาเดินออกไปหาอะไรกิน อย่างโรตีจิ้มแกงที่ร้านบังหมีดใกล้ ๆ แยกแถวน้ำ หรือขนมจีนกับปลาหมกปิ้งที่ร้านขวัญ บนถนนทุ่งคา (ซึ่งเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของคนในตัวเมืองภูเก็ต ตามที่คู่มือท่องเที่ยวแนะนำ) ฉันได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินหนีขบวนแห่พระรอบเมือง ของแต่ละศาลเจ้า เพราะภาพของเหล็กแหลมและวัสดุพิศดารอื่น ๆ ที่เสียบแทงเนื้อหนังของผู้ที่เป็นม้าทรง กลิ่นคาวเลือดที่ปนมากับควันธูปฉุน ๆ และเสียงอึกทึกครึกโครมของประทัด ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบาย และเสียขวัญ


งานแห่พระที่ศาลเจ้ากะทู้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ ฉันตามพวกนักข่าวช่อง ๑๑ ไปทำข่าวพิธีแห่พระที่นั่น แดดร้อนเปรี้ยง ฉันตกอยู่ท่ามกลางม้าทรงและปะทัดนับพัน ๆ ดอก ในขบวนแห่พระไปตามถนนของอ.กะทู้ ภายในอ๊าม (ศาลเจ้า) อากาศแสนอบอ้าว แต่พิธีกรรมตอนที่ม้าทรงเตรียมปลดเหล็กแหลมออกจากร่างกาย และขณะทำพิธีให้เจ้าออกจากร่าง ยังคงดำเนินต่อไป คนแล้วคนเล่า ฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นลม


แต่ถ้าไม่มาภูเก็ตช่วงนี้ ฉันอาจไม่ได้เห็นใบหน้า และตัวตนของคนภูเก็ตได้ชัดเจนอย่างนี้ และมันก็เป็นความเพลิดเพลินไปอีกแบบสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างฉัน ที่ได้ตื่นมาพบกับความคึกคักยามเช้าตรู่ของท้องถนนในเมือง ผู้คนนำโต๊ะบูชามาตั้งไว้หน้าบ้าน ปูด้วยผ้าฉาย (ผ้าคลุมโต๊ะไหว้เจ้า) ที่ปักลวดลายเป็นรูปแปดเซียน ผลไม้มงคล ถ้วยน้ำชา และเตาเผาไม้หอมถูกลำเลียงมาวาง เพื่อรอรับขบวนแห่พระ ซึ่งจะเดินจากอ๊ามไปตามถนนที่เข้าสู่ตัวเมือง จนมาถึงสระน้ำที่สะพานหิน เพื่อรำลึกถึงการอัญเชิญกระถางธูป และขี้ธูปจากเมืองจีนมาขึ้นท่าที่นี่ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีเจียะฉ่าย (กินผัก) ของภูเก็ตในอดีต


ทั้งเมืองมีแต่คนสวมชุดขาว ตกดึกร้านอาหารเจที่เรียงรายอยู่รอบ ๆ ศาลเจ้าพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่าย บ้างก็เตร็ดเตร่ รอชมการแสดงอภินิหารของเทพในร่างของม้าทรง ในพิธีลุยไฟ ปีนบันไดมีด เดินสะพานตะปูหรืออาบน้ำมันร้อน


หลัง ๆ มานี้หลายคนพูดถึงประเพณีกินผักภูเก็ต ไปในทางที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเรื่องการแสดงอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง ที่พิศดาร น่าหวาดเสียว และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่น่าเชื่อถือ-ศรัทธา ทั้งที่เมื่อก่อนนี้ ศาลเจ้าใหญ่ ๆ เช่น กะทู้หรือจุ้ยตุ่ยมีม้าทรงเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น เมื่อเทพมาลงทรงแล้ว ก็รักษาคนเจ็บไข้ ไม่มีการแสดงอภินิหาร


คนเก่าคนแก่ในภูเก็ตฟันธงว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา


ความสนใจของฉันที่มีต่อประเพณีกินผัก ซึ่งเชื่อกันว่าจัดขึ้นที่ภูเก็ตเป็นครั้งแรกของภาคใต้ ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนอันละเอียดซับซ้อน และชวนตีความของ "งานบุญ" ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเนิ่นนาน สำหรับฉัน ปรากฏการณ์แปลกปลอมที่เกิดขึ้นกับมันในระยะหลัง ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่า


ปี ๒๕๔๓ สาธารณสุขจังหวัดออกแถลงการณ์แสดง "ความห่วงใยถึงพิธีกรรมบางอย่าง ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ปฏิบัติ" โดยขอให้ศาลเจ้า และม้าทรงปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้-- ม้าทรงต้องไม่เป็นโรคติดต่อ เช่น เอดส์ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ หากไม่แน่ใจว่าตนติดเชื้อดังกล่าวหรือไม่ ก็ควรงดเว้นการเป็นม้าทรง, ไม่ใช้อาวุธ/วัตถุโลดโผนในพิธีกรรม เช่น เสาโทรทัศน์ ใบพัดเรือ ลวดหนาม และเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ ม้าทรงทุกคนไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น ไม่ใช้เหล็กแหลมของมีคมแทงทะลุผ่านร่วมกันหลาย ๆ คน ไม่ส่งน้ำชา หรือของกินที่เปื้อนเลือด ให้ประชาชนที่ชมอยู่ดื่มกิน
ปรากฏการณ์แปลก ๆ ของประเพณีกินผักยุค ๒๐๐๐ ไม่ได้มีเพียงเท่านี้


ระหว่างนั่งคุยกับบุญรัตน์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสดและช่อง ๕ ที่บ้านของเขาซึ่งดัดแปลงเป็นสตูดิโอขนาดย่อม สำหรับตัดต่อภาพข่าว โทรทัศน์ช่อง ๕ ก็รายงานข่าวภาคเที่ยงเรื่อง แก๊งวัยรุ่นออกปล้นในช่วงเทศกาลกินเจ
บุญรัตน์หยุดคุยแล้วตั้งใจดู หันมาบอกว่าเขาเป็นคนส่งข่าวนี้ไปเอง


"แก๊งวัยรุ่นสวมรอยแต่งชุดขาว เป็นผู้ร่วมถือศีลกินผักออกโจรกรรม จี้ชิงทรัพย์ ลักรถจักรยานยนต์ ตำรวจจับได้ทั้งแก๊งเมื่อวานนี้" บุญรัตน์สรุปให้ฟังสั้น ๆ แล้วบ่นว่าม้าทรงในงานกินผักภูเก็ตยุคนี้ ส่วนมากเป็น "ม้าทรงตัวปลอม มีแต่พวกเด็กวัยรุ่นที่ซ่า อยากโชว์ คิดว่าการมีแผลเป็นที่หน้าก็เหมือนมีรอยสักนั่นเอง"


โจรในชุดขาวกับม้าทรงตัวปลอม อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของ "เหลือบประเพณี" ที่อันดามันโพสต์ใช้เรียกผู้ที่หาประโยชน์ในทางมิชอบ จากประเพณีกินผัก ซึ่งคนภูเก็ตเลื่อมใสศรัทธา ปฏิบัติสืบต่อกันมา ๑๐๙ ปีแล้ว


แต่เหลือบประเพณีในงานกินผักปีนี้ ไม่ได้มีแต่โจรชุดขาวกับม้าทรงตัวปลอมเท่านั้น


ใกล้ ๆ วงเวียนหอนาฬิกา มีป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่เขียนไว้ว่า "จังหวัดภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เทศบาลเมืองภูเก็ต ขอเชิญร่วมงานผัดหมี่จานใหญ่ที่สุดในโลก...สนับสนุนโดย โค้ก, ภูเขาทอง, ไวตามิลค์, (น้ำมันพืช) องุ่น และ ไวไว" ใกล้กันนั้น ป้ายผ้าอีกผืนหนึ่งขึงอยู่ข้างตึกสูง "งานผัดหมี่ร้อยกะทะ ตะหลิว...พร้อม, กะทะ...พร้อม, คนผัด...พร้อม คนชิมไม่พร้อมไม่ได้แล้ว" งานนี้ หยั่น หว่อ หยุ่น , น้ำมันทิพ, น้ำดื่มตราสิงห์และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นผู้สนับสนุน


ป้ายโฆษณาที่ติดประชันกันอยู่นี้ บ่งบอกถึงความไม่ปรกติบางอย่าง ในงานกินผักภูเก็ต และนอกจากจะทำให้คิดถึงคำถาม ของกรรมการศาลเจ้าคนหนึ่งที่ว่า "คนกลุ่มนี้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลืองานประเพณีกินผักภูเก็ตด้วยบริสุทธ์ใจ หรือว่าหวังใช้ประเพณีของจังหวัดภูเก็ต เป็นแหล่งหากินกันแน่" แล้ว ยังทำให้เห็นภาพตามที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งเขียนไว้ว่า "ปีนี้ชาวภูเก็ตคงได้เห็นโฆษณาประชันกัน อย่างเอิกเกริก ชนิดแบรนด์ชนแบรนด์" อีกด้วย


"ปีที่แล้วไม่แข่งกันจัดงาน หรือหาสปอนเซอร์กันดุเดือดขนาดนี้ เพราะมีบริษัทวิชั่นโซนดำเนินการแต่ผู้เดียว" นักข่าวภูเก็ตอธิบาย "ปีนี้มีบริษัทภูเก็ตครีเอชั่น มาแย่งผู้สนับสนุนหลักรายเดิมไปวิชั่นโซนก็เลยสู้โดยการดึงสินค้าที่เป็นคู่แข่งมาเป็นผู้สนับสนุนชนกัน...คุณเอาไวไว ผมเอามาม่า คุณเอาน้ำมันพืชทิพ ผมเอาน้ำมันองุ่น คุณจัดผัดหมี่จานใหญ่ที่สุดในโลก ผมจัดผัดหมี่ร้อยกะทะ

"
แต่สิ่งที่คนภูเก็ตไม่พอใจมากที่สุดก็คือ การที่บริษัทภูเก็ตครีเอชั่น ต้องการจดลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นเจ้าของข้อมูล และเป็นผู้ควบคุมการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในประเพณีกินผัก คนภูเก็ต และสื่อมวลชนจึงประท้วงใหญ่ เพราะเห็นว่าประเพณีนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ชาวภูเก็ตเป็นเจ้าของร่วมกัน ส่วนกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในงานกินผักแต่ละป ีเกิดขึ้นจากการตกลงร่วมกันระหว่างกรรมการศาลเจ้าแต่ละแห่ง ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับบริษัทเจ้าของสินค้าที่ให้การสนับสนุน


ที่อ๊ามเต่งก้องต๋อง (ศาลเจ้าแสงธรรม) บนถ.พังงาซึ่งฉันชอบหลบมานั่งพักอยู่เสมอในช่วงท้าย ๆ ของวัน ฉันชวนคุณป้าคนหนึ่งคุยเรื่องนี้ แกตอบยาวเหยียด "พวกเอกชนแย่งกันเข้ามาควบคุม -จดลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของประเพณีกินผัก เพราะรู้ว่าเรากินผักกันทั้งเมือง ถ้าใครได้เข้ามาคุม ก็ย่อมมีช่องทางทำกำไร เหมือนกับผูกสัมปทานเหมืองแร่นั่นละ จ่ายเงินให้เจ้าเมืองแล้วก็ขุดแร่หาผลประโยชน์ ...ประเพณีของเราเกิดมาก่อนบริษัทพวกนี้เสียอีก เราทำกันมาได้โดยไม่ต้องมีใครมาสนับสนุน หรือโฆษณาให้หรอก ถ้าผู้ว่าฯ ปล่อยให้มีการจดลิขสิทธิ์งานกินผักจริง คนภูเก็ตจะต่อต้านกันเป็นแทนทาลั่มรอบสอง หรืออาจจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ "


ฉันแลกเปลี่ยนกับคุณป้าด้วยเรื่องราวที่เจ้าถิ่นคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า บริษัทจัดหาสปอนเซอร์รายหนึ่ง เคยติดต่อรายการสารคดีทางโทรทัศน์ มาถ่ายทำประเพณีกินผัก โดยทีมงานเสนอว่า ในพิธีปีนบันไดมีดนั้น เมื่อองค์พระในร่างของม้าทรงขึ้นไปถึงขั้นบนสุดแล้ว ให้ม้าทรงเหาะลงมาตามลวดสลิงค์แทนที่จะปีนบันไดลงมาเฉย ๆ เพราะดูน่าตื่นเต้น/มีอภินิหารกว่า


"นี่เป็นการจาบจ้วงเทพเจ้า" คุณป้าพูดเสียงดัง "ประเพณีของเราไม่ใช่การเล่นกล เราปฏิบัติตามที่องค์เทพเห็นว่าสมควรเท่านั้น"
คุณป้าลุกไปไม่นานหลังจากนั้น แต่ฉันยังนั่งอยู่ต่อ


แม้ว่าเสียงอึกทึกครึกโครม และความน่ากลัวของม้าทรงจะทำให้ฉันอยู่ร่วมกับประเพณีกินผักภูเก็ตอย่างไม่เป็นสุขนัก และไม่ค่อยอยากเข้าใกล้ศาลเจ้าสักเท่าไหร่ แต่ฉันกลับพาตัวเองมาที่อ๊ามแห่งนี้เกือบทุกเย็น


อาจเพราะเป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่นี่จึงสงบ อบอุ่น ผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน มีเพียงเสียงระฆังที่ผู้มาเยือนเคาะสามครั้ง หลังหย่อนเงินลงกล่องบริจาคดังลอยมาเบา ๆ เท่านั้น


ฉันรู้จักการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบชาวจีนที่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยมีผู้ดูแลศาลเจ้าเป็นพี่เลี้ยง เขาจัดแจงหาธูปกำใหญ่มาให้ จุดแรกไหว้เทวดา ตามด้วยเทพองค์ต่าง ๆ ภายในอ๊าม เช่น อ๋องซุนต่ายส่าย ตันเสงอ๋อง กวนอู และเจ้าแม่กวนอิม รวมทั้งมึ่งสิน (ทวารบาล) ขั้นตอนสุดท้าย คือ หย่อนกระดาษเงินกระดาษทองลงบนกองไฟ


ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นเหมือนที่พักใจของฉันระหว่างอยู่ลำพังในภูเก็ต พักจากการเป็นคนแปลกหน้าในต่างถิ่น พักจากเรื่องลอบฆ่าแกนนำชาวบ้าน พักจากเรื่อง "เหลือบประเพณี"


...โทรศัพท์มือถือแผดเสียงขึ้น ขณะที่ฉันกำลังเอ่ยขอบคุณผู้ดูแลศาลเจ้า ซึ่งส่งถุงพลาสติกที่มีสับประรดภูเก็ต แอ๊ปเปิ้ลและส้มอย่างละหนึ่งมาให้


หลังจบบทสนทนาทางโทรศัพท์ ชายหนุ่มหันมาบอกแหม่มสาวที่มาไหว้เจ้าด้วยกัน "มีแขกเข้ามาพักที่โรงแรมของผมเพิ่มอีกวันนี้"


"โชคดีจริง" แหม่มตอบกลับ


"เทพเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของผม บอกแล้วใช่ไหมว่ามาไหว้เจ้าที่นี่แล้วคุณจะโชคดี"
 
อ้างอิง จาก http://www.sarakadee.com/feature/2001/02/phuket2001.htm
 
 
Thailand Hotels | Phuket Hotels | Bangkok Hotels
Phuket Vegetarian Festival, Phuket Thailand
Contact :  
Power by Phuketport.com Team